ลิเวอร์พูล

หงส์แดงยู-23 คัมแบ็กแซงชนะเลสเตอร์อย่างงดงาม

ลิเวอร์พูล ยู-23 ทำผลงานคัมแบ็กเป็นเกมที่สองติดต่อกัน ด้วยการเก็บชัยชนะ 3-1 เหนือเลสเตอร์ ซิตี้ ในเกมวันจันทร์ที่ผ่านมา

หงส์น้อยตกเป็นฝ่ายตามหลังในช่วงพักครึ่งที่โฮม พาร์กจากประตูของจอช กอร์ดอนในเกมที่เจ้าถิ่นคุมเกมครึ่งแรกได้เป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามเหมือนกับเกมเยือนเซาท์แฮมป์ตันเมื่อสัปดาห์ก่อน เมื่อพวกเขากลับมารัวทำประตูต่อเนื่องจากเรียน บริวสเตอร์ และแม็ตตี้ เวอร์ทู ก่อนที่แฮร์รี วิลสันจะยิงชนเสา แต่สุดท้ายกัปตันทีมก็มาทำประตูปิดท้ายจากการทำแอสซิสต์ของบริวสเตอร์

เกมนัดนี้ เริ่มต้นอย่างช้าๆ ก่อนที่จะมีโอกาสแรกจาก อเล็กซ์ ปาสคานี ยิงด้วยเท้าซ้ายหลุดเสาไกลออกไปในนาทีที่ 10 หลังจากนั้นกอร์ดอนหาพื้นที่ทางด้านซ้ายปั่นบอลโค้งแฉลบออกไป และจากลูกเตะมุม เจ้าของเบอร์ 9 ของเลสเตอร์ก็ซัดหนีเชามิน เคลเลเฮอร์ ที่ออกมาปิดมุมเข้าข้างตาข่ายไปหวุดหวิด

เจ้าถิ่นกดดันอยู่นาน ขณะทีทีมเยือนพยายามหาโอกาสโต้กลับ เริ่มจากจังหวะที่บริวสเตอร์ทำเกมมาจากแดนของตัวเอง ก่อนจะไหลต่อให้วิลสันที่แต่งเข้ากลางให้จอร์แดน วิลเลียมส์ และเขาจ่ายให้วู้ดเบิร์นซัดเลียดไปตรงตัวผู้รักษาประตู

เลสเตอร์ปลดล็อกจนได้หลังผ่านไป 22 นาทีจากการทำเกมด้านขวา คีร์แนน ดิวสบิวรี่-ฮอลล์ครอสเข้ามากลางประตู โดยเคลเลเฮอร์พยายามประท้วงว่าถูกชน แต่กอร์ดอนที่ได้บอลจบสกอร์ให้ทีมของเขาขึ้นนำ แม้ว่าจะถูกประท้วงจากฝั่งทีมเยือนก็ตาม หลังจากนั้นทีมสุนัขจิ้งจอกก็ครองเกมเหนือว่าทีมของไมค์ การ์ริตี้ที่เล่นผิดฟอร์มจากที่ทำได้ในฤดูกาลนี้

แต่เกมแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ช่วง 6 นาทีของครึ่งหลัง โดยวู้ดเบิร์นโชว์ลีลาสับขาสร้างจังหวะให้กับทีมอย่างแท้จริง ก่อนจ่ายให้บริวสเตอร์ที่รออยู่ในเขตโทษของเลสเตอร์ และนักเตะวัย 17 ปีอาศัยช่องว่างที่ผู้รักษาประตูออกมายิงไปมุมซ้ายแต่มีโชคแฉลบย้อยผ่านผู้รักษาประตูเข้าไป

ทีมของการ์ริตี้รัวสองประตูรวดตีเสมอเซาท์แฮมป์ตันที่เซนต์ แมรีส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ครั้งนี้ทำได้ดีกว่า เมื่อ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์พาบอลขึ้นหน้าทางด้านขวา และครอสผ่านมาถึงเวอร์ทูยิงผ่านแดเนียล ไอเวอร์เซ่นเข้าไป

 

หงส์แดงพยายามรักษาสกอร์นำไว้ และวิลสันมีโอกาสสองครั้งที่จะทำประตูที่สาม จังหวะแรกลูกยิงของเขาถูกปัดข้ามคาน ก่อนที่ลูกฟรีคิกไกลของเจะชนเสาด้านขวากระดอนผ่านเส้นประตูออกมาอย่างน่าเสียดาย หลังจากนั้นเลสเตอร์พยายามจะตีเสมอ แต่เคลเลเฮอร์ออกมาชกบอลจากราอูล อูเช่เอาไว้ได้

อาซาร์

5 เหตุผลที่ไม่ควรขายอาซาร์ออกไป

เอแดน อาซาร์   แม้ว่าเกมล่าสุดที่เตะกับผีแดง จะเจออิทธิฤทธิ์ลูกกรอกของพี่น้อย อังเดร เอร์เรร่า ประกบติดจนเล่นไม่ออก ทำให้หลายคนผิดหวังเล็กน้อย อย่างไรเสียมันก็เกม เกมหนึ่งที่คนเราก็มีวันที่ฟอร์มไม่ดีบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เชลซีต้องทำให้ได้ในซัมเมอร์นี้ก็คือ รั้งนักเตะไว้ให้อยู่ที่เชลซีให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

หาตัวแทนไม่ใช่เรื่องง่าย

เพราะอะไรถึงห้ามขาย อาซาร์ ออกไป อย่างที่เรารู้กันหากไม่นับ เมสซี่ กับ โรนัลโด้ สองเอเลี่ยนที่แปลงร่างมาเตะฟุตบอลแล้ว อาซาร์เองน่าจะอยู่ในระดับรองลงมานิดหน่อยเทียบเคียงได้กับ เนย์มาร์ , ซัวเรซ , เบล ได้เลย ทีนี้หากเชลซีเสียเค้าไป การจะมองหาตัวแทนเค้าในฤดูกาลหน้ากวาดสายตาไปแล้วไม่มีใครเลยที่ทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างได้ใกล้เคียงกับเค้า ถ้าเกิดเสียเค้าไปบอกเลยว่าหาตัวแทนไม่ได้แน่นอน

เกมเวทียุโรปฤดูกาลหน้า

ปีนี้เชลซีแทบจะจองแชมป์ลีคไว้ล่วงหน้าได้เลย นั่นทำให้พวกเค้าต้องไปเล่น UCL ในฤดูกาลหน้าค่อนข้างแน่นอน เมื่อเชลซีจะต้องเจอเกมระดับทวีป การเตรียมตัวผู้เล่นที่มีระดับสูงไว้นับว่าเป็นเรื่องสำคัญ เกม UCL เดี๋ยวนี้ไม่ง่ายเหมือนก่อนแล้ว แต่ะละทีมมีฝีเท้าใกล้เคียงกันมากๆ หากเสียอาซาร์ไป เผลอๆจอดตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มเลยด้วยซ้ำ

เชลซีกลายเป็นลูกไล่

การถูกทีมบิ๊กของบิ๊กทีม ทุ่มฟาดหัวเอาสตาร์คนสำคัญของทีมไป เป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นจนชินตาทุกซัมเมอร์ การทำแบบนี้เหมือนกับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลย หากเชลซีไม่อยากจะเป็นเพียงแค่ “ลูกไล่” ของบรรดาบิ๊กทีมในยุโรป การแข็งข้อไม่ยอมขายสตาร์อันดับหนึ่งให้กับทีมบิ๊กๆ น่าจะเป็นเรื่องดีมากกว่า

มูลค่าทางการตลาดลด

อาซาร์ ผลงานในสนามเราคงไม่ต้องสาธยายกันให้มากความอีกแล้ว ว่าเค้าเก่งแค่ไหน ทีนี้ความเก่งของเค้า ส่งผลให้มูลค่าทางการตลาดของทีมสูงขึ้นด้วยบวกกับภาพลักษณ์ของเชลซีอีก หากเชลซีขายเค้าไปจริงๆ แม้ว่าจะได้เงินก้อนโตถึงระดับสถิติโลกก็ตาม แต่พวกเค้าก็แลกกับมูลค่าทางการตลาดที่เสียไปด้วย เผลอๆเงินที่เสียไป ไม่คุ้มกับค่าตัวที่ได้มาด้วยซ้ำ

เสียศรัทธาต่อแฟนบอล

แฟนบอลเชลซีตอนนี้เชื่อว่าคงยิ้มกริ่มแน่นอน เพราะดูแล้วทีมมีสิทธิ์เข้าป้ายคว้าแชมป์ลีค 70% ไปแล้ว ส่วนบอลถ้วยก็ 30% แต่ถ้าฤดูกาลหน้าพวกเค้าเสียสตาร์อันดับหนึ่งไป มันย่อมสร้างความเดือดดาลให้กับแฟนบอลเป็นอย่างดีเลยทีเดียว หากเสียอาซาร์ไปแล้ว ดีลคนใหม่ไม่ดีพอก็จะยิ่งแย่ไปอีก สรุปก็คือ รั้งไว้ให้ได้เป็นการดีที่สุด

สนับสนุนโดย: Ballniyom เว็บไซต์แทงบอลออนไลน์ อันดับ 1 ของประเทศไทย

 

อาแซน เวนเกอร์

4 สิ่ง!!! ที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ”อาแซน เวนเกอร์”

หลากหลายเรื่องราวของกุนซือมาดละเมียด “อาแซน เวนเกอร์”บางเรื่องหลายคนอาจจะเคยรู้กันมาบ้างแล้ว

1.เวนเกอร์จบวิศวะฯ และ เศรษฐศาสตร์

เรื่องการศึกษาเวนเกอร์ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เวนเกอร์จบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขา “วิศกรรมไฟฟ้า”  และปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยสทราซบูร์  นอกจากนี้ เวนเกอร์ยังมีความสามารถในการพูดได้หลายภาษา โดยสามารถใช้ภาษาฝรั่งเศส, เยอรมัน และอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว และยังสามารถพูดภาษาอิตาลี, สเปน และญี่ปุ่นได้บ้างอีกด้วย ก็ไม่แปลก ถ้ามีคนจะเรียกเค้าว่า “ศาสตราจารย์”

2.ตอนเป็นนักเตะ เวนเกอร์มี ฟรานซ์ เบคเคนเบาเออร์ เป็นไอดอล

ใครจะรู้ว่า สมัยที่อาแซน เวนเกอร์ เป็นนักฟุตบอล  เค้ามีฮีโร่ในดวงใจคือตำนานปราการหลังทีมชาติเยอรมัน ฟรานซ์ เบคเคนเบาเออร์ (Franz Beckenbauer) เวนเกอร์เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งสมัครเล่นในตำแหน่งกองหลังเหมือนไอดอลของเค้า เค้ากลายเป็นนักเตะอาชีพครั้งแรกในปี ค.ศ. 1977 ในทีมแอร์เซสทราซบูร์นัดที่เจอกับโมนาโก  เขาได้ลงเล่นให้กับต้นสังกัดเพียง 12 ครั้ง  โดยในจำนวนนี้มีหนึ่งนัดที่ได้เล่นฟุตบอลรายการยูฟ่าคัพ ฤดูกาล 1978-79  ซึ่งเป็นการลิ้มลองรสชาติครั้งแรกและครั้งเดียวของเขาในรายการฟุตบอลยุโรป

3.เวนเกอร์เป็นคนชักนำ จอร์จ เวอาห์ สู่วงการฟุตบอลยุโรป

หลายๆคนอาจจะรู้จักเวนเกอร์ ในฐานะผจก.ทีมจอมปั้น ที่เคยชักนำ เธียรี่ อองรี นักเตะที่ไม่มีใครสนใจ มาสู่อาเซน่อล แล้วปั้นให้อองรี เป็นนักเตะตำนานที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่อย่างในปัจจุบัน แต่ใครจะรู้ว่า ในปี 1988 เค้าเคยเซ็นสัญญากับกองหน้าโนเนมจากประเทศลิเบเรีย ที่ชื่อว่า จอร์จ เวอาห์ กับทีมโมนาโก ที่เค้าคุมทีมอยู่ในขณะนั้น ใช้แล้ว จอร์จ เวอาห์ กองหน้ามิลาน เจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมฟีฟ่าปี 1995 นั่นเอง และเคยซื้อตัว เกลนน์ ฮอดเดิล และ เยือเกิน คลินส์มันน์ มาร่วมทีมอีกด้วย นอกจากนั้นยังได้เซ็นสัญญากับ ยูรี จอร์เกฟฟ์ มาจากแอร์เซสทราซบูร์  ที่ได้กลายมาเป็นนักเตะทีมชาติฝรั่งเศสชุดที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี ค.ศ. 1998 และดาวซัลโวลีกเอิงฝรั่งเศส (20 ประตู) ในปีสุดท้ายที่แวงแกร์คุมทีมอยู่ในฝรั่งเศส

และสุดท้ายคือ   เวนเกอร์เคยปฎิเสธที่จะคุมทีมชาติฝรั่งเศส แต่ปีต่อมาดันโดนไล่ออกจากโมนาโก ระหว่างที่เวนเกอร์คุมทีมโมนาโก เค้าพาโมนาโกประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ลีกในปี 1988  ซึ่งก็เป็นฤดูกาลแรกที่เข้ามาคุมทีมนั่นเอง จากนั้นก็คว้าแชมป์เฟรนช์คัพ ในปี 1991 ในปี ค.ศ. 1994 เป็นปีที่โชคร้ายของเวนเกอร์ เมื่อเขาปฏิเสธข้อเสนอจาก บาเยิร์น มิวนิค และการเป็นโค้ชทีมชาติฝรั่งเศส  แต่โมนาโกจบฤดูกาลด้วยการเป็นอันดับ 9 ของตาราง  ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่สโมสรตั้งเอาไว้ หลังจากนั้น เขาก็ถูกไล่ออก

 

อันโตนิโอ คอนเต้เ

อันโตนิโอ  คอนเต้ กับประวัติศาสตร์ในการสร้างสิ่งที่สำคัญ

อันโตนิโอ คอนเต้เผยว่าสิ่งที่เขาโฟกัสในตอนนี้คือการที่นักเตะของเขารักษาฟอร์มการเล่นที่น่าประทับใจและคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้

สิงโตน้ำเงินครามเหลือเกมลงเล่นอีก 10 นัดในลีก โดยเกมแรกคือเกมในวันนี้ที่จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของคริสตัล พาเลซ และเรามีคะแนนนำอยู่บนจ่าฝูงถึง 10 คะแนน โชคชะตาอยู่ในมือของพวกเราแล้ว ในช่วงเวลานี้ของซีซั่น หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่พูดถึงข่าวคราวของซัมเมอร์ที่จะถึงนี้ เรื่องของนักเตะย้ายเข้าย้ายออก แต่คอนเต้ต้องการให้เรื่องเหล่านั้นพักไว้ก่อน ค่อยมาพูดถึงมันอีกหลังได้ข้อสรุปในฤดูกาลนี้แล้ว

สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องพยายามที่จะคว้าแชมป์ลีก กุนซือชาวอิตาเลียนกล่าว

เมื่อฤดูกาลนี้จบลง ทั้งตัวผมและสโมสรจะร่วมกับพูดคุยในการพัฒนาทีมและตัวผู้เล่น”  “มันจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากแต่ตอนนี้ผมยังไม่เห็นปัญหาอะไรเกิดขึ้นเพราะว่าสโมสรแห่งนี้มีความทะเยอะทะยานที่สูง มันเกิดขึ้นในอดีตและกำลังจะเกิดขึ้นเช่นกันในอนาคต ผมมีความสุขมากที่ได้รับหน้าที่คุมสโมสรนี้

ตอนนี้ผมคิดว่าพวกเรากำลังทำผลงานได้ดีมาก นักเตะทุกคนลงเล่นให้ผม 120% และมันยอดเยี่ยมมาก แน่นอนว่าช่วงเวลาที่ต้องพูดถึงฤดูกาลหน้ามาถึง เราจะร่วมมือกันมองหาหนทางที่ถูกต้องในการพัฒนาทีมและเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมมากกว่าฤดูกาลนี้

มีรายงานจากสื่อเกิดขึ้นเกี่ยวกับข่าวคราวอนาคตของเอเด็น อาซาร์ ผู้ที่คอนเต้ได้เผยว่าจะพร้อมลงเล่นในเกมวันนี้หลังจากที่พลาดการลงสนามกับสโต๊คกับเกมทีมชาติจากอาการบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม เฮดโค้ขสิงโตน้ำเงินครามเชื่อว่าไม่มีเหตุผลใดสำหรับนักเตะเราที่ต้องการย้ายไปที่อื่น เพราะสโมสรนี้เป็นสโมสรที่มีความทะเยอะทะยายที่สูงส่งอยู่แล้ว

ผมคิดว่าในสถานการณ์แบบนี้มันสำคัญเสมอที่จะเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงินหรือมันเป็นเรื่องจริงคอนเต้กล่าว ในสถานการณ์นี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวนักเตะเอง เพราะถ้านักเตะมีความสุขและอยากจะอยู่ที่สโมสรที่ยอดเยี่ยมพร้อมความทะเยอทะยาน ผมไม่เห็นว่ามันจะมีปัญหาเกิดขึ้น                              ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญที่คุณจะรู้สึกว่าคุณอยู่ถูกสโมสร เมื่อคุณได้ก้าวมาเป็นนักเตะระดับท็อปคุณก็ต้องการที่จะชนะและคว้าแชมป์ทุกรายการ ผมคิดว่าตอนนี้เรากำลังร่วมมือกันสร้างบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญและนี่เป็นแค่การเริ่มต้นของพวกเรา เรากำลังวางรากฐานให้กับที่นี่ ถ้าเราสามารถที่จะคว้าแชมป์ลีกได้ในซีซั่นนี้แปลว่าเรากำลังจะทำในสิ่งที่น่าเหลือเชื่อมาก

คอนเต้จะรับการมาเยือนของแซม อัลลาไดซ์ในเกมค่ำคืนนี้ที่เชลซีจะเปิดบ้านพบกับคริสตัล พาเลซ และกุนซือชาวอิคาเลียนเชื่อว่าประสบการณ์ที่เขาได้จากการคุมทีมปะทะกับทีมที่มีกุนซือชาวอังกฤษคุมนั้นเป็นประโยชน์สำหรับเขามาก

สนับสนุนโดย: Ballniyom เว็บไซต์ แทงบอลออนไลน์ อันดับ 1 ของประเทศไทย

ลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล vs เชลซี: กำเนิดคู่แค้นฟุตบอลแห่งศตวรรษที่ 21

ลิเวอร์พูล vs เชลซี: กำเนิดคู่แค้นฟุตบอลแห่งศตวรรษที่ 21

 

ฤดูใบไม้ร่วงปี 1987 ช่วงเวลาสบายๆ ของปี ลิเวอร์พูลต้องยกทีมไปเยือนสแตมฟอร์ดบริดจ์ และแสงแดดอุ่นสบายฉาบทาแถบ SW6 ของกรุงลอนดอน ณ จุดนี้ที่ไม่มีถ้วยแชมป์ให้แย่งชิง ไม่มีโควต้ายุโรปให้แข่งแย่งตั๋ว

แฟนฟุตบอลกว่า 30,000 คนเดินทางเข้าสนามมาตะโกนส่งเสียงเชียร์ทีมรักเป็นครั้งสุดท้ายก่อนปิดฤดูกาลไปสู่ช่วงฤดูร้อนที่ไม่มีฟุตบอลให้ดู  และเป็นเกมสุดท้ายของเอียน รัช ก่อนอำลาแอนฟิลด์ไปสู่                         ยูเวนตุส ก่อนเกม เคน เบทส์ ลงสนาม คว้าไมโครโฟนและกล่าวชื่นชนดาวยิงหนวดจิ๋มของหงส์แดงก่อนจะยื่นของที่ระลึกซึ่งก็คือก้านเซเลอรี่ 1 ชิ้น (ผักประจำทีมเชลซี) ให้เอียน รัช และอวยพรให้โชคดี แฟนฟุตบอลทั่วสนามต่างก็ปรบมือให้เบทส์และเป็นเกียรติให้รัช เกมค่ำวันนั้นจบลงแบบสมานฉันท์ด้วยการเสมอกัน 3-3 โดยรัชยิงประตูให้หงส์แดง และแฟนบอลต่างก็แยกย้ายกันไปอย่างสุขใจกันทั้งสองฝ่าย ย้อนไปหนึ่งปีก่อนหน้านี้ เคนนี่ ดัลกลิช วอลเลย์ประตูชัยในเกมเดียวกันนี้ ช่วยให้ลิเวอร์พูลเก็บ 3 แต้มและคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แฟนทีมเยือนที่อยู่ต่อหลังจบเกมต่างโห่ร้องฉลองแชมป์กันอย่างบ้าคลั่งระหว่างที่เจ้าบ้านเชลซี แม้จะแพ้แต่ก็น้ำใจดี เปิดเพลง “We Are The Champions” ของวงควีนส์ให้ทีมเยือนได้ร้องเพลงฉลองแชมป์จนสะใจ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การพบกันของทั้งเชลซีและลิเวอร์พูล ไม่ว่าจะเล่นบ้านใคร ก็ไม่เคยเป็นปัญหาหรือมีคำว่าอริหรือคู่แค้นมาเกี่ยวข้องให้ได้เห็น แต่นี่คือสองทีมเก่าแก่จากสองฟากฝั่งของเกาะอังกฤษที่ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองยามต้องลงสนามฟาดแข้งกันบนผืนหญ้า แม้จะมีร้องเพลงกัดแทะแคะค่อนแฟนหงส์แดงบ้างก็ยังนับว่าเป็นเกมฟุตบอลปกติธรรมดา

แม้ว่าหลังจากนั้นมาจะมีเหตุการณ์ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์จะทะเล้นเลยเถิดไปหันก้นล้อเลียนแกรม เลอ โซ จนมีจังหวะนอกเกมให้โดนเอฟเอลงโทษกันทั้งคู่ แต่ก็ไม่มีเหตุอะไรให้เกินเลยร้ายแรง

เมื่อถึงปี 2003 ที่ทีมชนะจะได้โควต้าแชมเปี้ยนส์ลีก ลิเวอร์พูลที่แม้จะแพ้เกมนั้นแต่แฟนหงส์แดงยังยืนปรบมืออำลา ส่งจิอันฟรังโก โซล่า เป็นครั้งสุดท้ายก่อนย้ายออกจากสแตมฟอร์ดบริดจ์ แฟนหงส์ยังชื่นชมดาวยิงเชลซีเจ้าของผลงานยอดเยี่ยมและสมควรได้รับการปรบมือชื่นชม

และหากจะพูดถึงเรื่องสงครามประสาทระหว่างทั้งสองทีม สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดก็น่าจะเป็นเกมเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศเมื่อปี 1965 เมื่อ บิล แชงก์ลีย์ กุนซือเจ้าตำนานของหงส์แดง ใช้หมุดปักป้ายกระดาษที่ทำมาจากภาพของเทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ มิดฟิลด์ตำนานของเชลซีไว้บนผนังห้องแต่งตัวเพื่อเป็นการกระตุ้นลูกทีมให้เอาชนะเวนาเบิ้ลส์เพื่อผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศให้ได้  “ลงสนามไป” เดอะ แชงก์ สั่งลูกทีม “แล้วไปอัดไอ้พวกคนเมืองใต้ให้หมอบไปเลย!!” และก็นั่นแหละ….เท่านั้นเอง

สนับสนุนโดย: Bansoccer เว็บไซต์ บ้านผลบอล อันดับ 1 ของประเทศไทย