ลิเวอร์พูล

หงส์แดงยู-23 คัมแบ็กแซงชนะเลสเตอร์อย่างงดงาม

ลิเวอร์พูล ยู-23 ทำผลงานคัมแบ็กเป็นเกมที่สองติดต่อกัน ด้วยการเก็บชัยชนะ 3-1 เหนือเลสเตอร์ ซิตี้ ในเกมวันจันทร์ที่ผ่านมา

หงส์น้อยตกเป็นฝ่ายตามหลังในช่วงพักครึ่งที่โฮม พาร์กจากประตูของจอช กอร์ดอนในเกมที่เจ้าถิ่นคุมเกมครึ่งแรกได้เป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามเหมือนกับเกมเยือนเซาท์แฮมป์ตันเมื่อสัปดาห์ก่อน เมื่อพวกเขากลับมารัวทำประตูต่อเนื่องจากเรียน บริวสเตอร์ และแม็ตตี้ เวอร์ทู ก่อนที่แฮร์รี วิลสันจะยิงชนเสา แต่สุดท้ายกัปตันทีมก็มาทำประตูปิดท้ายจากการทำแอสซิสต์ของบริวสเตอร์

เกมนัดนี้ เริ่มต้นอย่างช้าๆ ก่อนที่จะมีโอกาสแรกจาก อเล็กซ์ ปาสคานี ยิงด้วยเท้าซ้ายหลุดเสาไกลออกไปในนาทีที่ 10 หลังจากนั้นกอร์ดอนหาพื้นที่ทางด้านซ้ายปั่นบอลโค้งแฉลบออกไป และจากลูกเตะมุม เจ้าของเบอร์ 9 ของเลสเตอร์ก็ซัดหนีเชามิน เคลเลเฮอร์ ที่ออกมาปิดมุมเข้าข้างตาข่ายไปหวุดหวิด

เจ้าถิ่นกดดันอยู่นาน ขณะทีทีมเยือนพยายามหาโอกาสโต้กลับ เริ่มจากจังหวะที่บริวสเตอร์ทำเกมมาจากแดนของตัวเอง ก่อนจะไหลต่อให้วิลสันที่แต่งเข้ากลางให้จอร์แดน วิลเลียมส์ และเขาจ่ายให้วู้ดเบิร์นซัดเลียดไปตรงตัวผู้รักษาประตู

เลสเตอร์ปลดล็อกจนได้หลังผ่านไป 22 นาทีจากการทำเกมด้านขวา คีร์แนน ดิวสบิวรี่-ฮอลล์ครอสเข้ามากลางประตู โดยเคลเลเฮอร์พยายามประท้วงว่าถูกชน แต่กอร์ดอนที่ได้บอลจบสกอร์ให้ทีมของเขาขึ้นนำ แม้ว่าจะถูกประท้วงจากฝั่งทีมเยือนก็ตาม หลังจากนั้นทีมสุนัขจิ้งจอกก็ครองเกมเหนือว่าทีมของไมค์ การ์ริตี้ที่เล่นผิดฟอร์มจากที่ทำได้ในฤดูกาลนี้

แต่เกมแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ช่วง 6 นาทีของครึ่งหลัง โดยวู้ดเบิร์นโชว์ลีลาสับขาสร้างจังหวะให้กับทีมอย่างแท้จริง ก่อนจ่ายให้บริวสเตอร์ที่รออยู่ในเขตโทษของเลสเตอร์ และนักเตะวัย 17 ปีอาศัยช่องว่างที่ผู้รักษาประตูออกมายิงไปมุมซ้ายแต่มีโชคแฉลบย้อยผ่านผู้รักษาประตูเข้าไป

ทีมของการ์ริตี้รัวสองประตูรวดตีเสมอเซาท์แฮมป์ตันที่เซนต์ แมรีส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ครั้งนี้ทำได้ดีกว่า เมื่อ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์พาบอลขึ้นหน้าทางด้านขวา และครอสผ่านมาถึงเวอร์ทูยิงผ่านแดเนียล ไอเวอร์เซ่นเข้าไป

 

หงส์แดงพยายามรักษาสกอร์นำไว้ และวิลสันมีโอกาสสองครั้งที่จะทำประตูที่สาม จังหวะแรกลูกยิงของเขาถูกปัดข้ามคาน ก่อนที่ลูกฟรีคิกไกลของเจะชนเสาด้านขวากระดอนผ่านเส้นประตูออกมาอย่างน่าเสียดาย หลังจากนั้นเลสเตอร์พยายามจะตีเสมอ แต่เคลเลเฮอร์ออกมาชกบอลจากราอูล อูเช่เอาไว้ได้

ลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล vs เชลซี: กำเนิดคู่แค้นฟุตบอลแห่งศตวรรษที่ 21

ลิเวอร์พูล vs เชลซี: กำเนิดคู่แค้นฟุตบอลแห่งศตวรรษที่ 21

 

ฤดูใบไม้ร่วงปี 1987 ช่วงเวลาสบายๆ ของปี ลิเวอร์พูลต้องยกทีมไปเยือนสแตมฟอร์ดบริดจ์ และแสงแดดอุ่นสบายฉาบทาแถบ SW6 ของกรุงลอนดอน ณ จุดนี้ที่ไม่มีถ้วยแชมป์ให้แย่งชิง ไม่มีโควต้ายุโรปให้แข่งแย่งตั๋ว

แฟนฟุตบอลกว่า 30,000 คนเดินทางเข้าสนามมาตะโกนส่งเสียงเชียร์ทีมรักเป็นครั้งสุดท้ายก่อนปิดฤดูกาลไปสู่ช่วงฤดูร้อนที่ไม่มีฟุตบอลให้ดู  และเป็นเกมสุดท้ายของเอียน รัช ก่อนอำลาแอนฟิลด์ไปสู่                         ยูเวนตุส ก่อนเกม เคน เบทส์ ลงสนาม คว้าไมโครโฟนและกล่าวชื่นชนดาวยิงหนวดจิ๋มของหงส์แดงก่อนจะยื่นของที่ระลึกซึ่งก็คือก้านเซเลอรี่ 1 ชิ้น (ผักประจำทีมเชลซี) ให้เอียน รัช และอวยพรให้โชคดี แฟนฟุตบอลทั่วสนามต่างก็ปรบมือให้เบทส์และเป็นเกียรติให้รัช เกมค่ำวันนั้นจบลงแบบสมานฉันท์ด้วยการเสมอกัน 3-3 โดยรัชยิงประตูให้หงส์แดง และแฟนบอลต่างก็แยกย้ายกันไปอย่างสุขใจกันทั้งสองฝ่าย ย้อนไปหนึ่งปีก่อนหน้านี้ เคนนี่ ดัลกลิช วอลเลย์ประตูชัยในเกมเดียวกันนี้ ช่วยให้ลิเวอร์พูลเก็บ 3 แต้มและคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แฟนทีมเยือนที่อยู่ต่อหลังจบเกมต่างโห่ร้องฉลองแชมป์กันอย่างบ้าคลั่งระหว่างที่เจ้าบ้านเชลซี แม้จะแพ้แต่ก็น้ำใจดี เปิดเพลง “We Are The Champions” ของวงควีนส์ให้ทีมเยือนได้ร้องเพลงฉลองแชมป์จนสะใจ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การพบกันของทั้งเชลซีและลิเวอร์พูล ไม่ว่าจะเล่นบ้านใคร ก็ไม่เคยเป็นปัญหาหรือมีคำว่าอริหรือคู่แค้นมาเกี่ยวข้องให้ได้เห็น แต่นี่คือสองทีมเก่าแก่จากสองฟากฝั่งของเกาะอังกฤษที่ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองยามต้องลงสนามฟาดแข้งกันบนผืนหญ้า แม้จะมีร้องเพลงกัดแทะแคะค่อนแฟนหงส์แดงบ้างก็ยังนับว่าเป็นเกมฟุตบอลปกติธรรมดา

แม้ว่าหลังจากนั้นมาจะมีเหตุการณ์ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์จะทะเล้นเลยเถิดไปหันก้นล้อเลียนแกรม เลอ โซ จนมีจังหวะนอกเกมให้โดนเอฟเอลงโทษกันทั้งคู่ แต่ก็ไม่มีเหตุอะไรให้เกินเลยร้ายแรง

เมื่อถึงปี 2003 ที่ทีมชนะจะได้โควต้าแชมเปี้ยนส์ลีก ลิเวอร์พูลที่แม้จะแพ้เกมนั้นแต่แฟนหงส์แดงยังยืนปรบมืออำลา ส่งจิอันฟรังโก โซล่า เป็นครั้งสุดท้ายก่อนย้ายออกจากสแตมฟอร์ดบริดจ์ แฟนหงส์ยังชื่นชมดาวยิงเชลซีเจ้าของผลงานยอดเยี่ยมและสมควรได้รับการปรบมือชื่นชม

และหากจะพูดถึงเรื่องสงครามประสาทระหว่างทั้งสองทีม สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดก็น่าจะเป็นเกมเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศเมื่อปี 1965 เมื่อ บิล แชงก์ลีย์ กุนซือเจ้าตำนานของหงส์แดง ใช้หมุดปักป้ายกระดาษที่ทำมาจากภาพของเทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ มิดฟิลด์ตำนานของเชลซีไว้บนผนังห้องแต่งตัวเพื่อเป็นการกระตุ้นลูกทีมให้เอาชนะเวนาเบิ้ลส์เพื่อผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศให้ได้  “ลงสนามไป” เดอะ แชงก์ สั่งลูกทีม “แล้วไปอัดไอ้พวกคนเมืองใต้ให้หมอบไปเลย!!” และก็นั่นแหละ….เท่านั้นเอง

สนับสนุนโดย: Bansoccer เว็บไซต์ บ้านผลบอล อันดับ 1 ของประเทศไทย